ตะกร้าสินค้า

คุณสามารถปรับเปลี่ยนจำนวนสินค้าจากรายการด้านล่างได้

สินค้า ราคา จำนวน ราคารวม
ไม่มีรายการสินค้าที่เลือกไว้

ISBN978-974-02-1475-5
ปกหนังสืออ่อน
กระดาษกระดาษกรีนรีด
จำนวนหน้า264 หน้า
น้ำหนัก410.00 กรัม
กว้าง16.20 ซม.
สูง24.00 ซม.
หนา1.50 ซม.
พิมพ์ครั้งที่พิมพ์ครั้งแรก : สำนักพิมพ์มติชน, มีนาคม 2559
สำนักพิมพ์สำนักพิมพ์มติชน

บันทึกประวัติศาสตร์ "มหากาพย์เขาพระวิหาร"

ผู้เขียน : นพดล ปัทมะ


เรื่องราวของการสู้คดีระหว่างประเทศกัมพูชาที่กำลังจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยประเทศกัมพูชาขอขึ้นทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ทับซ้อนด้วย แต่ประเทศไทยไม่ยินยอม จึงมีปัญหาเกิดการเรียกร้องสิทธิพื้นที่ทับซ้อนของประเทศไทย

เรื่องราวของการสู้คดีระหว่างประเทศกัมพูชาที่กำลังจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยประเทศกัมพูชาขอขึ้นทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ทับซ้อนด้วย แต่ประเทศไทยไม่ยินยอม จึงมีปัญหาเกิดการเรียกร้องสิทธิพื้นที่ทับซ้อนของประเทศไทย

หลังจากนั้นจึงได้มีการหารือกันระหว่างฝ่ายไทย กัมพูชา และยูเนสโก ที่กรุงปารีส และการจัดทำร่างคำแถลงการณ์ร่วม เนื่องจากกัมพูชายื่นคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ผนวกเอาพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นทะเบียนด้วยตั้งแต่ปี 2549 แต่การแก้ปัญหายังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลต่อมาจึงต้องรับช่วงต่อและเจรจาคำแถลงการณ์ร่วม ในการประชุมคณะกรรมการมรกดกโลก ครั้งที่ 32 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ซึ่งประเทศไทยคัดค้าน ผลสรุปก็คือ รัฐบาลไทยนำโดยนายนพดล ปัมมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ปกป้องพื้นที่ทับซ้อนไม่ให้ถูกนำไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกจนสำเร็จ โดยคณะกรรมการมรดกโลกตัดสินให้ประเทศกัมพูชายอมลดพื้นที่ที่จะนำไปขึ้นทะเบียนลง และยอมตัดพื้นที่ทับซ้อนออกไม่ได้นำไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ขณะที่ฝ่ายการเมืองบางฝ่ายกลับกล่าวหาว่าเขาเป็นคนเซ็นยินยอมยกปราสาทพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา จนเกิดคดีความและมีการยื่นเรื่องถอดถอนนายนพดล ปัทมะ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ในที่สุด ศาลฎีกาฯ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็พิพากษายกฟ้อง อันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า “นพดล ปัทมะ” เป็นผู้บริสุทธ์ในกรณีดังกล่าว นำมาซึ่งหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์ ‘มหากาพย์เขาพระวิหาร’” เขียนโดย “นพดล ปัทมะ” ซึ่งอธิบายถึงรากเหง้าของปัญหา ความพยายามของรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าวที่ปกป้องมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมกับรักษาผลประโยชน์ของชาติ จนถึงแก้ข้อกล่าวหาอันบิดเบือนจากฝ่ายการเมืองกลุ่มตรงข้ามได้อย่างตรงประเด็น