ตะกร้าสินค้า

คุณสามารถปรับเปลี่ยนจำนวนสินค้าจากรายการด้านล่างได้

สินค้า ราคา จำนวน ราคารวม
ไม่มีรายการสินค้าที่เลือกไว้

฿ 1,379.00

฿ 1,000.00

หยิบใส่รถเข็น

ISBN100010001000
น้ำหนัก2100.00 กรัม
สำนักพิมพ์รวมสนพ.

3 เล่ม ห้ามพลาด มติชน X ฟ้าเดียวกัน X แสงดาว

แนะนำ

รับฟรี! กระเป๋าTote

3 เล่ม ห้ามพลาด มติชน X ฟ้าเดียวกัน X แสงดาว

ประกอบด้วยหนังสือ

1.ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา

2.กว่าจะครองอำนาจนำ

3.สถาบันกษัตริย์ ใน กฎมณเทียรบาล

ค่าจัดส่งตามจริง


ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา (มติชน)

"ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับสูงที่ดำรงอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญของชนชั้นปกครองเก่าที่ต่อต้านระบอบการปกครองใหม่แบบประชาธิปไตย เนื่องจากหากยอมให้ระบอบนี้ลงหลักปักฐานได้สำเร็จแล้ว ฝ่ายตนจะต้องยอมรับการกระจายทรัพยากรให้แก่ชนส่วนใหญ่ของสังคมมากเกินกว่าที่ตนจะยอมรับได้" --- จากบทนำ

.

การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองไว้ที่ชนชั้นปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือกลไกสำคัญที่เอื้อให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ส่งผลให้ชนชั้นปกครองสามารถสะสมความมั่งคั่งในทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นก็เพิ่มขึ้นตาม

.

สภาพเช่นนี้ดำรงอยู่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรหรือชนชั้นปกครองใหม่ได้พยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำสยามออกจากสภาพ "ทำนาบนหลังคน" ด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเริ่มกระจายทรัพย์สินที่เคยกระจุกตัวอยู่ในมือชนชั้นปกครองเก่าออกไปสู่มือราษฎร

.

เมื่อมีผู้ได้ผลประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ และการทวงคืนผลประโยชน์ก็จะตามมา...

.

หนังสือเล่มนี้ได้ย้อนกลับไปขุดรากประวัติศาสตร์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงหลักปักฐานของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว


กว่าจะครองอำนาจนำ (ฟ้าเดียวกัน)

หนังสือที่ท่านผู้อ่านถืออยู่ในมือเล่มนี้ ปรับปรุงดัดแปลงมาจากดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนคือ ดร. อาสา คำภา นักวิจัยสังกัดสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนำเสนอต่อสาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่เมื่อกลางปี 2562 เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายชนชั้นนำไทย พ.ศ. 2495-2535” ซึ่งมีศาสตราจารย์เกียรติคุณสายชล สัตยานุรักษ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และผมเข้าไปเกี่ยวข้องโดยได้รับเชิญให้เป็นประธานกรรมการร่วมอ่านตรวจด้วยจนกระบวนการสอบเสร็จสิ้นเรียบร้อยลง[1]

ในฐานะคนอ่านงานวิชาการ ผมรู้สึกทึ่งกับงานชิ้นนี้มากตั้งแต่แรกอ่าน กล่าวได้ว่าไม่มีงานชิ้นไหนที่วิเคราะห์วิจัยการคลี่คลายขยายตัวของ “เครือข่ายในหลวง” หรือที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า“สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” (จากแนวคิด Network Monarchy ของศาสตราจารย์ Duncan McCargo ชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทยและเอเชียอาคเนย์แห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนและผู้อำนวยการ Nordic Institute of Asian Studies ประเทศเดนมาร์ก)[2] โดยเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชนชั้นนำไทยต่างๆ ในสังกัดกองทัพ, ตำรวจ, ข้าราชการพลเรือน, แวดวงธุรกิจ, พรรคการเมือง/นักการเมือง รวมไปถึงนักศึกษาปัญญาชนและคนชั้นกลางโดยรวม ในช่วงเวลายาวนานถึง 40 ปี ได้อย่างดี ลึก ละเอียด และกระจ่างขนาดนี้มาก่อน

ถือเป็นความพยายามทางวิชาการที่ทะเยอทะยานและทำออกมาได้ดีมากทีเดียว เพราะทำให้ผู้อ่านได้ “เห็น” บทบาทฐานะสำคัญทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์—มิใช่แบบโดดๆ เดี่ยวๆ ปลอดบริบทแวดล้อมซึ่งเป็นภาพที่คับแคบคลุมเครือ—หากเป็นภาพของสายใยสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนกับกลุ่มชนชั้นนำอื่นๆ อย่างชัดเจน

สถาบันกษัตริย์ ใน กฎมณเทียรบาล(แสงดาว)

เมื่อกล่าวถึงกฎมณเฑียรบาล/กฎมณเทียรบาล คนทั่วไป มักจะนึกถึงเรื่องราว 2-3 ประการ ได้แก่ชีวิตในวัง พิธีกรรมต่างๆ และการสืบราชสมบัติหรือการสืบราชสันตติวงศ์ ความเข้าใจ ๒ ประการแรกนั้นถูกต้อง ส่วนความเข้าใจประการหลังนี้คงมีที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำหรับกฎมณเทียรบาลฉบับเก่าที่สุดในเวลาขณะนี้ คือ กฎมณเทียรบาลฉบับชำระครั้งรัชกาลที่ ๑ ที่จัดเป็นกฎหมายหมวดหนึ่งอยู่ในประมวลกฎหมายตราสามดวง อาจกล่าวได้ว่ากฎมณเทียรบาล ฉบับนี้เป็นรากฐานของกฎมณเทียรบาลฉบับอื่นๆ จึงเป็นเอกสารที่มีความสำคัญ อีกทั้งสาระของกฎหมายก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ นำมาศึกษาเพื่อให้เห็นภาพสะท้อนของเรื่องราวแห่งยุคสมัยที่กฎหมายนั้นมีอำนาจบังคับใช้

กฎมณเทียรบาลเป็นเอกสารที่มีความสำคัญและเข้าใจกันว่ามีมานานแล้ว เพราะเป็นกฎที่มีอยู่คู่กับสถาบันกษัตริย์และใช้ บังคับเพื่อรักษาเรือนหลวง การที่กฎมณเทียรบาลมีการชำระเพิ่มเติมโดยตลอดแสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นตัวบท ที่มีอำนาจบังคับใช้แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด ตามความเหมาะสมหรือสถานการณ์ทางการเมือง โดยนัยนี้กฎมณเทียรบาลจึงเป็นเอกสารที่สะท้อนให้เห็นบริบททางประวัติศาสตร์และพลวัตทางการเมืองการปกครองของไทย